Thursday, August 14, 2008

Japan Trip (6th day)

23 July (Wed.)

วันนี้ต้องตื่นเช้ากว่าปกติ เพราะคนอื่น ๆ จะเดินทางกลับก่ิอนเลยไปส่งขึ้นรถไฟฟ้า  ใจหายมาก ๆ เลย อีกหลายวันต่อจากนี้จะเหลือเราแค่ 2 คนเหรอเนี่ย ???  แต่ยังไงเราก็เลือกแล้วนี่ว่าจะอยู่ต่อ ก็จงใช้เวลาให้คุ้มค่า ดูแลตัวเอง และคนข้าง ๆ ให้ดีที่สุดแล้วกัน

อย่าเข้าใจผิดว่าโดนโหวตออกจากบ้าน AF น๊า

ซาโยนาระ !
เนื่องจากอะไรไม่รู้ วันนี้ี้เราจ่ายแพงกว่าที่จองในเว็บ แต่ว่าไม่มีอาหารเช้าให้ วันนี้เราเลยได้เจอกับมาม่าคัพแต่เช้า เป็นมาม่าที่อร่อยมาก ๆ กินจนไม่เหลือน้ำเลยอ่ะ แซ่บอีหลี ! จากที่วางแผนไว้เราคงเดินทางไปหลายที่เลย งั้นซื้อบัตรแบบ one day pass ละกัน จะได้ไม่ต้องคอยซื้อหลาย ๆ เที่ยว บัตรแบบนี้ขึ้นได้ทั้งรถไฟฟ้าแล้วก็รถเมล์ แต่ไม่กล้าขึ้นรถเมล์เพราะไม่รู้ว่าเค้าจะพาเราไปไหนบ้าง อ่านป้ายไม่ออก กะเหรี่ยงทั้ง 2 จึงขอเดินทางด้วยรถไฟฟ้าล้วน ๆ แล้วกัน

ที่แรกที่เราไปวันนี้คือ Osaka Musuem of History เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ดีที่สุดที่เคยไปมาเลย มีทั้งหมด 12 ชั้น ป้าย information ทุกอย่างเป็นภาษาญี่ปุ่นหมดเลย ดูจากตัวเลขแล้วเห็นมี 2 option 600, 600, 1000 ราคาที่เราโน๊ตไว้คือ 600 เยน นึกว่า 1000 เยนคือราคาโปรโมชั่น 2 คน  แต่ที่ไหนได้เค้าแบ่งสิทธิ์การเข้าชมพิพิทธภัณฑ์ คือ
ชั้น 7-10 = 600 เยน

ชั้น 11-12 = 600 เยน

แต่ถ้าเข้าทั้ง 2 อย่าง 1000 เยน

เราจึงตัดสินใจเเลือกที่จะเข้าแค่ชั้น 7-10 เหมือนคนอื่น ๆ ใช้เวลาตั้งแต่ 13.00 ถึง 14.20NHK  (ถ่ายจากชั้น 7 ของพิพิธภัณฑ์)
ปราสาทโอซาก้า (ถ่ายจากชั้น 7 ของพิพิธภัณฑ์)

เราสองคนเดินจากพิพิธภัณฑ์ไปปราสาทโอซาก้าตอนบ่าย 3 แดดช่างร้อนจริง ๆ เลย แต่ยังโชคดีที่มีร่มคู่ใจ ขืนใส่แต่หมวกมีหวังหัวไฟไหม้แน่เลย ระยะทางไกลเหมือนกัน ประมาณ 2 กิโลเมตร ระหว่างทางมีร้านขายไอติมหน้าตาเหมือนไอติม MC อันละ 8 บาท แต่ด้วยตวามร้อน + เหนื่อย เลยตัดสินใจซื้อไอติมที่ว่าผ่านตู้ขายอัตโนมัติราคาอันละ 300 เยน แพงเน๊อะ  แต่อยู่นี่มาหลายวันเริ่มจะชินกับความแพงบ้างแล้วละ

ปุ่มอะไรก็ไม่รู้เต็มไปหมดเลย อ่านก็ไม่ออก รูปก็ไม่มี ต้องเดาแล้วละ

และแล้วก็มาถึงปราสาทโอซาก้าแบบเหงื่อท่วม ๆ  ว้าววววววววววววววววววว !!!  สวยมาก ๆ เลย สวยกว่าที่เคยในหนังสือ, Internet ตั้งหลายเท่า ปราสาทสีขาว หลังคาสีน้ำเงิน และมีสีทองมาตัด อร่ามจริง ๆ เลย 

ข้าคือผู้พิชิตปราสาทโอซาก้า 5555
ช่างเป็นเมืองแห่งตู้อัตโนมัติจริง ๆ เลย ... เราซื้อบัตรเข้าตัวปราสาทจากเครื่องข้างหลังคับ 

ในตัวปราสาทมีทั้งหมด 8 ชั้น ติดแอร์เย็นชื่นใจด้วย เราเลือกที่จะขึ้นลิฟท์ไปชั้น 6 (ลิฟท์สูงสุดที่ชั้นนี้) แล้วก็เดินขึ้นไปชั้นบนสุด สูงเหมือนกันนะ ได้ชมวิวเมืองโอซาก้าด้วย อุดหนุนโปสการ์ดจากที่นี่ 3 ใบ 
แล้วก็เดินลงไปดูในชั้นอื่น ๆ อย่างถี่ถ้วน ทำดีมาก ๆ เลย ขนาดว่าเราอ่าน + ฟัง ภาษาญี่ปุ่นไม่ออกยังพอรู้เรื่องเลย เค้าทำเป็นเหมือนละครเล่าประวัติการสร้างตัวปราสาทอย่างละเอียดด้วย เราดูยังเพลินเลย อยากฟังภาษาญี่ปุ่นออกจัง
จนมาถึงชั้น 1 เจอร้านขายของที่ระลึกก็เข้าไปดู ได้กระเป๋า Osaka ติดมือมา 1 ใบกับขนมญี่ปุ่น 1 กล่อง
เป็นปราสาทที่สวยจริง ๆ เลย

วันนี้เราเดินมากี่กิโลแล้วเนี่ย ทำไมเนื้อเต้นตุบ ๆ ๆ ๆ เลย ไม่อยากก้าวขาแล้วล่ะ แต่ด้วยเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัด แล้วก็อยากเที่ยวให้ครบด้วย จึงต้องพยายามเดิน เดิน แล้วก็เดิน 

ขากลับเราอยากลองออกอีกประตูเลยตัดสินใจเดินไปขึ้นรถไฟที่สถานี Temmabashi ด้วยระยะทางมากกว่า 3 กิโลเมตร เพื่อที่จะไปเดินเที่ยวย่าน Tenjimbashi Suji เป็นถนนยาว ๆ สำหรับช๊อปปิ้ง เหมือน Dotonbori แต่ไม่ทันสมัยเท่า ดูแผนที่แล้วก็คิดว่ามาถูก มันอยู่จุดนี้จริง ๆ นะ ไปถามคนญี่ปุ่นก็ไม่มีใครพูด Eng ได้ คราวนี้ก็หันไปเห็นฝรั่งสองคนไกล ๆ เลยวิ่งไปหา แต่พอไปถึงก็เจอเค้ายืนกางแผนที่ และทำเหมือนว่าตัดสินใจไม่ได้ว่าจะไปทางไหนดี (เหมือนเราเลย) กว่าจะหาเจอกะเหรี่ยง 2 คนก็เดินอ้อม ๆ ๆ ๆ ขอบ ๆ ของ Tenjimbashi Suji ซะเกือบรอบเลย หมดพลัง หิวข้าวด้วย มือล่าสุดก็มาม่ามะตอนสาย ๆ แวะร้านอาหารหน่อยแล้วกัน

เดินอ้อมซะไกล อยู่หลังรถไฟฟ้าที่เราขึ้นมานี่เอง ฉลาดซะ
มาถึงแล้วค้าบบ เชอรี่เห็นป้ายหน้าร้านเป็นรูปโซบะเลยอยากกิน ผมเลยตามใจ แต่ว่า..ผมจะสั่งยังไงละเนี่ย ????
มีกระทะใหญ่ ตะหลิว แล้วก็เครื่องปรุง ทำไงดี ????
คนรับ order พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่ว่าใจดีมากเลย ก็พยายามอธิบายอาหารให้เราฟังเป็นภาษาญี่ปุ่น เราก็ไม่รู้เรื่อง แกเลยสั่งอะไรไม่รู้มาให้กิน อร่อย รสชาติเหมือนทาโกะยากิ แต่เป็นแผ่น ๆ เหมือนมะตะบะ แต่ต้องมาปรุงรสที่กระทะให้อร่อยถึงจะกินได้ เราสองคนก็ไม่รู้ว่าบนโต๊ะมีเครื่องปรุงอะไรบ้าง เลยลองทำไปชิมไปทีละนิด เค้าก็อุตส่าห์เลือกเมนูแบบกินง่ายที่สุดมาให้แล้ว แต่คงต้องยอมแพ้กะเหรี่ยงสองคนนี้จริง ๆ เลยต้องมาลงมือโชว์ฝีมือให้เราทึ่งกัน อย่างนี้ต้องแจกโหวตน้อยให้ซะแล้ว  


สุดยอดจริง ๆ

เห็นเค้าทำง่าย ๆ ขอลองมั่งดีกว่า
ให้ 5 ดาวเลยค๊า ประทับใจที่สุดแล้วร้านนี้

แล้วเราก็ต้องไปต่อเพราะมีอีกที่ ที่เราอยากไปในวันนี้คือ HEP FIVE/HEP NAVIO เป็นห้างใหญ่ ข้างบนสุดของห้าง (ชั้น 7) มีชิงช้าสวรรค์อันใหญ่ที่สามารถพาเราชมวิวเมืองโอซาก้ายามค่ำคืนได้อย่างสวยงาม ด้วยราคาคนละ 500 เยน
ซื้อบัตรแล้วค๊า ตื่นเต้น ๆ ๆ   

ตามป๋มมาเลยค้าบบบ
เดินไม่ไหวแล้ว ขอยืนเล่นเกมตรงนี้ละกัน
อย่าคิดว่าวันนี้เราสองคนจะหยุดเพียงเท่านี้ เพราะยังมีอีกย่านที่เราอยากจะไปเดินกันคือ Kita-Shinchi ซึ่งเป็นย่านเที่ยวกลางคืนของคนรวย มีเหมือนมาเฟีย ยากูซ่าด้วย เราจึงต้องเดินเืที่ยวแบบตัวลีบ ๆ

กระเป๋า Louis Vuitton ที่ซื้อจากปราสาทโอซาก้าค๊า  

แสงสียามค่ำคืนของย่านคนมีก๊ะตังค์

น่ากลัวแต่ยังแอบถ่ายรูปเค้ามาอีกนะ

เป็นสถานีรถไฟที่ใหญ่จริง ๆ เลย แถมสถานี Namba ที่เราลงมันก็ไม่ได้มีรถไฟแค่สายเดียวด้วยสิ หาทางออกมะเจอ แง๊ 

เราเลยได้มาถ่ายกับป้าย Giligo (อย่างไม่ตั้งใจ) อีก 1 วัน

เหนื่อย ๆ อย่างนี้ขอดื่มกาแฟไฮโซแก้วจิ๋วราคา 430 เยน ให้ชื่นใจก่อนแล้วกันน๊อ

กลับมาถึงห้องตอนเที่ยงคืนครึ่ง แทนที่เราจะได้พักผ่อนกันอย่างสบายใจ กลับต้องมาพะวงกับเรื่องแผ่นดินไหว ที่เปิดไปช่องไหนก็เจอแต่รูปหลังคาบ้านพัง กระจกบ้านแตก ชั้นวางของในซุปเปอร์พัง ฯลฯ

คืนนี้เราจะนอนหลับมั้ยเนี่ย หรือควรจะเปลี่ยนคำถามว่าถ้าพรุ่งนี้เราตื่นมาแล้วเราอยู่ในซากตึกเราจะทำยังไง ขอให้คืนนี้นอนหลับแล้วกัน

Good Night ค่ะ  


Friday, August 8, 2008

Japan Trip (5th day)

22 July (Tue.)

วันนี้ได้ตื่นสายที่สุดตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ เพราะไม่ต้องรีบไปไหน แค่ตื่นไปให้ทันกินข้าวเช้าก็พอ เช้ามามีหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นเป็นภาษาอังกฤษวางหน้าห้องด้วย  9 โมงครึ่งเลยลงไปกินข้าวเช้าแบบชิว ๆ โรงแรมนี้ไฮโซมาก  เราสามารถเลือกกินอาหารเช้าได้ 3 ร้านในโรงแรม แต่ด้วยความเบลอ+ง่วง เราเลยเผลอเข้าห้องอาหาร American แบบไม่รู้ตัว เราก็พยายามกิน อย่างละนิดอย่างละหน่อย เพราะเป็นแบบบุฟเฟ่เราจึงไม่กล้าตักเยอะ ถ้าเหลือก็เกรงใจเค้า อาหารก็อร่อย รสชาติผู้ดี กินเสร็จก็ต้องรีบเก็บของมาไว้ล๊อบบี้เพื่อเตรียมไปโอซาก้า

ต้องไปจากเกียวโตแล้วจริง ๆ เหรอเนี่ย ใจหายจัง  
11 โมง ป๊านัดเลี้ยงขอบคุณเพื่อน ๆ โรตารีที่ดูแลเราเป็นอย่างดีตลอดหลายวันที่ผ่านมา ที่ห้องอาหารเดิมที่เรากินเมื่อเช้า แต่เราเพิ่งกินเช้าเช้ามะกี๊เลยสั่งไอติม 2 ถ้วยมากินกัน 4 คน
แพงมากมาย ถ้วยละ 1,200 เยนแหนะ  
จานนี้ไม่ได้สั่งเอง เลยไม่รู้ราคา
จำราคารวมไม่ได้อีกเหมือนกัน จำได้แค่ว่าวันนั้นตกใจเหมือนกันว่าทำไมมันแพงอย่างนี้ !!!
อยู่เกียวโตมาหลายวันรู้สึกผูกพันเหมือนกัน พอถึงเวลาจะต้องเดินทางไปโอซาก้ากลับรู้สึกเศร้านิด ๆ สงสัยคงเพราะชาว Rotarian ต้อนรับเราอย่างอบอุ่นจริง ๆ
เค้าบอกว่าวันนี้รถจะมารับเราไปโอซาก้าตอนบ่ายโมง ระหว่างนั่งรอผู้ใหญ่ทานข้าวกันเราก็นั่งดูนาฬิกา, ถ่ายรูป, ท่องคำอำลา (ภาษาญี่ปุ่น) ก่อนบ่ายเราก็ไปหน้าโรงแรมปรากฏว่ารถมารอรับแล้ว ช่างเป็นชนชาติที่ตรงเวลาจริง ๆ เลย เป็นรถมินิบัสนั่งได้ประมาณ 20 ที่ เหลือเฟือมากสำหรับเราทั้ง 10 คน  ทำไมเค้าดูแลเราดีอย่างนี้นะ ตอนแรกนึกว่าจะต้องเดินทางไปกันเองซะอีก
รถบินิบัสคันนี้จะพาผู้โดยสารทุกท่านสู่เมืองโอซาก้า
แล้วก็ขอถ่ายรูปรวมกันหน่อยเผื่อวันนี้มีโอกาสได้เจอกันอีก
ต้องลากันจริง ๆ แล้วพบกันใหม่ : มาตะ ไออิมาโช
ระหว่างการเดินทางไม่กล้าหลับเลย อยากจะเก็บภาพความทรงจำนี้ให้ได้มากที่สุด ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้มาเที่ยวที่เมืองนี้อีกหรือเปล่า
จะถึงโอซาก้าแล้วน๊า ตื่นเต้นจัง !
รถมินิบัสมาส่งเราถึงหน้าโรงแรม Grampus Inn ที่อยู่ในย่าน Namba โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง เราทุกคนก็เดินทางกันมาอย่างเหนื่อยแสนเหนื่อย จึงรีบทำการ check in แล้วเอากระเป๋าไปเก็บในห้อง และนัดกันที่ lobby โรงแรมอีก 10 นาทีข้างหน้า 55555

แน่นอน ทุกคนกระหายการช๊อปปิ้งมาก แก๊งค์เดิม 6 คนก็มุ่งหน้าสู่ย่าน Shinsaibashi 
แท่เด๊นนนน !!!! ร่าเริงที่สุดในโลก (ก่อนหน้านี้ยังเศร้าอยู่เลย) 
โอซาก้าเป็นเมืองที่ต่างกับเกียวโตมาก ๆ โอซาก้าจะเป็นเมืองที่ค่อนข้างจะเจริญ ถึงไม่ใช่เมืองหลวงก็เหอะ เป็นสวรรค์ของการช๊อปปิ้งจริง ๆ มีร้านค้ามากมาย หลายกิโลเมตร มีร้านเกมตู้, ปาจิงโกะ เยอะมาก เลยขอเข้าไปดูหน่อยละกัน
ยิ่งใหญ่จริง ๆ เลย มีเกมทุกอย่าง ล่อตาล่อใจจริง ๆ เกมที่ราคาถูกที่สุดคือเกมคีบตุ๊กตา, ขนม อยู่ที่ 100 เยน  เดินเข้าไปอีกก็เจอเกมแข่งม้า ก็งงเล็กน้อยว่าคนที่นี่เค้าจริงจังกับการเล่นเกมตู้ขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย ???
สนามแข่งม้าจำลอง มีจอฉายขนาดใหญ่ด้วย (มาก) ซึ่งคนเล่นจะประจำอยู่จอข้าง ๆ สนาม
กองทัพก็ต้องเดินด้วยท้อง อีกอย่างไหน ๆ ก็มาถึงเมืองต้นตำรับจะไม่ชิมทาโกะยากิได้ยังไง ต้องขอลองซักหน่อยแล้ว
6 ชิ้นนี้ 300 เยนค่า อร่อยไร้เทียมทานจริง ๆ
แล้วก็เจอเหมือนที่เคยอ่านหนังสือจริง ๆ ด้วย ทุกทีที่เราเดินผ่านไม่มีภาษาอังกฤษเลย นอกจากจะป้ายยี่ห้อ Panasonic, Aeon, Takashiyama ฯลฯ

ขายอะไรค๊า !@#$%^&*)_*&%
และแล้วก็เจอ Iphone 3G เด้งเข้าไปในร้านทันที
เดินไปได้อีกไม่ไกลก็ได้กลิ่นปูหอม ๆ มาจากไหนน๊า เดินตามกลิ่นไปเรื่อย ๆ ก็เจอร้านขายปูอลาสก้าเข้า 

หอมอย่างนี้ไม่ชิมไม่ได้แล้ว 500 เยน ได้ก้ามปูมา 2 อัน  
และแล้วก็มาเจอป้ายที่เราตามหา ป้ายกูลิโกะ ถ้าไม่ได้มาถ่ายกับป้ายนี้คืนนี้คงนอนไม่หลับแน่ ๆ เลย

ป๊า ม๊า นัดเพื่อนไว้ที่โรงแรมตอน 1 ทุ่ม เลยรีบกลับโรงแรมไปกันก่อน แต่เราบ้านนอกเข้ากรุง เหนื่อยก็เหนื่อย ร้อนก็ร้อน แต่ขอเดินเล่นก่อนแล้วกัน ไม่ได้มาเหนื่อยบ่ิอย ๆ นี่ แล้วก็เดินต่อไปเจอร้าน apple เข้าทางเอ็มอีกแล้ว กระโจนเข้าร้านทันที
เท่ห์ที่สุดในโลกเล้ยย  
แล้วก็ตามด้วย Nike Shop เป็นสวรรค์ของเอ็ม เอ็ม อีกแล้วค่ะ
สอยเสื้อยืดราคา 4000 เยน กับ ผ้าคาดหัวราคา 1,100 เยน ใส่แล้วต้องเหาะได้แน่เลย  
เมื่อเอ็มเริ่มจะตัวเบาขึ้นแล้ว เราก็กลับสู่โหมดช๊อปปิ้งของเชอรี่ต่อ แล้วก็ไปเจอ Kitty ตัวบะเริ่มเลย น่ากอดมาก ๆ ทำไมเค้าทำบ้านเมืองได้น่าเดินขนาดนี้เนี่ย ซักอิจฉาสาวญี่ปุ่นแล้วสิ

Kitty ตัวนี้ราคาเท่าไหร่ค๊า นู๋จาซื้อกลับบ้าน 
เดินไปอีกไม่ไกลก็เจอเกมตีกลองที่เอ็ม เอ็ม ชอบเล่นตามห้างที่กรุงเทพ บ้านเราก็ทันสมัยเหมือนกันนะเนี่ย
แล้วเราก็เดินถึง Dotonbori เดินไกลเหมือนกันนะเนี่ย เอาละ! วันหน้าค่อยมาใหม่ละกัน วันนี้ไม่มีเวลาแล้ว เด๋วกลับโรงแรมไม่ทันเดินกลับโรงแรมด้วยความเหนื่อยล้า ไม่แวะร้านไหนเลย หมดพลัง ขานี่เต้นตุบ ๆ ๆ แต่หยุดเดินไม่ได้ เด๋วเพื่อนร่วมทางหาว่าเรางอแง สู้ว้อย !

หมดแรงแต่ขอถ่ายรูปร้านที่เราเดินผ่านหน่อยเน๊อะ นี่เป็นร้านเกมตู้ที่ใหญ่ที่สุดในระแวกนี้เลย 
เย้! ในทีี่สุดก็สามารถพาตัวเรากลับมาถึงโรงแรมจนได้  
เพื่อนป๊ามาถึงแล้ว ขนาดว่าเรามาถึงโรงแรมก่อนเวลานะเนี่ย ขอยอมแพ้ชนชาติตรงเวลาเจ้าค่ะ แต่ผุ้ใหญ่บอกว่าเด็ก ๆ ไม่ต้องไปก็ได้ ผู้ใหญ่จะไปกินข้าวกันแถว ๆ นี้ ใ้ห้เราหาข้าวกินกันเองตามอัธยาศัย เชอรี่ เอ็ม เจ๊วี พี่กอล์ฟ เลยต้องลุยกันเอง โดยที่ให้เวลาไปเปลี่ยนรองเท้า, เข้าห้องน้ำ 20 นาที (หายเหนื่อยแล้วเหรอจ๊ะ???) ตั้งแต่มาญี่ปุ่นยังไม่เจอร้าน 100 เยนเลย แล้วจะซื้อของฝากพี่หลาได้ไงเนี่ย เลยถามทางไปกับเจ้าหน้าที่โรงแรม เค้าใจดีมากเลย ให้แผนที่่ภาษาญี่ปุ่นเรามาด้วย ร้านที่อยู่ใกล้ที่สุดห่างจากโรงแรมประมาณ 1 กิโลแม้ว แต่สู้ตาย
หาเจอแล้วค่ะ 
แต่เราทุกคนยังไม่ได้กินข้าวบ่าย + เย็นเลย นี่ก็จะ 2 ทุ่มแล้ว หาร้านหม่ำ ๆ ก่อนดีกว่า ด้วยความที่เราจะอยู่ต่ออีกหลายวันเลยให้สิทธิ์เจ๊วีกับพี่กอล์ฟเลือกร้าน
เป็นร้านนี้ค่ะ ญี่ปุ๊น ญี่ปุ่นเน๊อะ ชอบ ๆ ๆ ๆ  
เป็นร้านราเมนค่ะ หน้าตาน่ากินมาก ๆ แต่...ชามนี่เหมือนกาละมังเลย  
อาหารที่นี่ราคาค่อนข้างแพง (แต่อร่อยเริ่ด ๆ)ชามละ 900 เยนแหนะ สั่งเกี๊ยวซ่ามากินกันด้วย สงสัยเงินที่แลกมาต้องไม่พอแหง ๆ เลย แต่ช่างเหอะ ไม่ได้มาใช้ตังค์ที่นี่บ่อยหรอก เอ๊! ทำไมไม่มีน้ำมาเสริฟเลย แล้วก็หันไปเห็นป้ายข้างฝา แล้วข้างหลังเราก็มีแก้วน้ำกับเหยือกน้ำให้บริการตัวเอง
อ่านไม่ออกแต่ขอเดาว่าค่าน้ำคนละ 100 เยน  
แปลออกแล้วค่ะ..เค้าบอกว่าเพิ่มไข่ต้มฟองละ 100 เยนค่ะ (กะเหรี่ยงจริง ๆ เลยเรา)
พอเรียกเก็บตังค์ ปรากฏว่าเค้าให้เรากินน้ำฟรีค่ะ แล้วป้ายนี้อ่านว่าอะไรเนี่ย ใครรู้ช่วยบอกที ????
อิ่มแล้วค่ะ พร้อมลุยต่อ


แฟนบอกว่าจะคีบตุ๊กตาให้ แต่รอยยิ้มมาให้แทนค่ะ..ชื่นใจกว่า  
แล้วก็เดินสำรวจเมืองต่อ ร้านค้าก็ปิดเกือบหมดแล้ว มะเป็นราย พรุ่งนี้ค่อยมาลุยต่อละกัน 


Comment

Ads